เรื่องราวชีวิตในวัยเด็ก

posted on 15 Sep 2010 21:58 by cakey-in-love

           ตั้งแต่จำความได้ บุคคลแรกเลยที่ฉันเห็น ก็คงจะเปนคัยไปไม่ได้นออกจากน้องสาวฝาแฝดของฉันเอง เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ อันที่จิง ตั้งแต่ในท้องแร้วอะนะ บ่อยครั้งอยู่ที่เราทะเลาะกัน แน่นอนว่าคนเราอยุ่ด้วยกันนานๆ ก็ต้องมีทะเลาะกันบ้าง แล้วประสาอะไรกับคนอยู่ด้วยกันมาเป็น 10 ปี ไม่สิ ตั้งแต่เกิดเรย จะไม่ทะเลาะกันเรย จิงมั้ย? แต่เนื่องจากว่าฉันกับน้องยังจะต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน..น๊าน..นาน ต่อให้ฉันจะทนกับนิสัยน้องฉันไม่ไหว ยังงัยฉันก็ต้องทน ถึงฉันจะอยากไปให้ไกลจากน้องฉันแค่ไหน ฉันก็ไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะใครห้ามหรืออะไรหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะฉันเองต่างหาก ฉันขาดน้องคนนี้ไม่ได้ เพื่อนๆและผู้ใหญ่ชอบแกล้งถามอยู่เสมอๆ ว่าถ้าไม่มีฉัน แล้วน้องฉันจะอยู่ยังงัย เพราะเพื่อนๆ ชอบบอกว่าฉันเก่งไปแทบซะทุกอย่าง ทุกวิชาที่ฉันเก่ง น้องฉันก็จะเก่งด้วย แต่ก็จะเป็นรองฉันอยู่เสมอ เพราะฉันชอบวิชาอะไร ฉันก็จะอ่านวิชานั้น ทำความเข้าใจเอง แล้วคิดหาเทคนิควิธีการคิดของตนเอง แล้วนำเทคนิคนั้นไปสอนน้องสาวฉัน ส่วนผู้ใหญ่ ก็จะรุ้ว่าฉันเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงกว่า ผู้ใหญ่จะให้ฉันรับหน้าที่เป็นแม่บ้านทุกครั้งที่ผู้ใหญ่ไม่อยุ่ โดยฉันจะเป็นคนคอยตรวจตราดูแลความเรียบร้อยของบ้านทุกคืน รวมถึงตอนที่ผู้ใหญ่ไม่อยู่ ฉันก็จะทำหน้าที่เป็นแม่ครัวทำกับข้าวให้น้องๆกิน ในขณะที่น้องสาวฉันไม่เคยทำอะไรหรอก วันๆเอาแต่ดูทีวี ตื่นสาย ขี้เกียจสันหลังยาว คุณแม่เรยไม่ค่อยอยากจะยุ่ง เพราะพอบอกให้ทำอะไรทีก็จะบ่นบ้าง เถียงบ้าง คุณแม่จึงมักให้ฉันทำงานอะไรอยู่เสมอๆ บางทีน้องฉันก็บ่นๆอยุ่บ้างว่ารู้สึกไม่ค่อยดีที่มีคนชอบมาเปรียบเทียบเค้ากับฉันอยู่เสมอทั้งทีที่น้องสาวฉันเองก็รู้อยู่ว่าเปนเพราะอะไร แต่ก็ไม่เคยปรับปรุงตัวบ้างเลย ฉันเองก็ไม่รู้จะดัดนิสัยเสียๆของน้องคนนี้ยังงัยดี เพราะตอนนี้ ขนาดคุณแม่ น้องฉันยังไม่เชื่อฟังแล้วเรย บางทีฉันก็ยังแอบน้องใจอยู่บ่อยๆ ว่าทำไมคุณแม่ถึงชอบใช้งานแต่ฉัน บางทีฉันทำงานเสดเหนื่อยๆคุณแม่ก็มาใช้ฉันอีกแร้ว ใช้เอาๆ จนฉันเผลอบ่นออกไปนิดเดียว ขอย้ำว่าบ่นแค่นิดเดียวจิงๆ คุณแม่ก็ตวาดใส่ฉันเอาซะยกใหญ่แล้ว ว่าแค่นี้ทำให้แม่ไม่ได้หรอ แต่ในขณะที่น้องสาวฉัน บ่นทุกครั้งที่ถูกใช้งานซ้ำยังเถียงด้วย แต่คุณแม่กลับไม่เคยด่า คุณแม่กลับพูดดีๆด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ ต่างกับที่พูดกับฉันโดยสิ้นเชิง ทั้งยังขอร้องดีๆ อีกด้วย ทำให้ฉันมักรู้สึกน้อยใจอยู่บ่อยๆ เอ...เราพูดเกริ่นกันมาถึงไหนแล้วเนี่ย? อ้อ! ที่ฉันว่าฉันขาดน้องไม่ได้น่ะ ฉันว่ามันคงเป็นเพราะฉันยึดติดกับน้องฉันมากเกินไป ตั้งแต่เล็กๆ ฉันตัวติดกับน้องตลอด เคยมีอยู่ครั้งนึง น้องสาวฉันไม่สบาย ฉันต้องไป รร คนเดียว วันนี้ฉันร้องไห้แทบแย่แน่ะ จนปัจจุบันนี้น้องฉันยังเอามาล้อฉันอยุเลย ซ้ำยังชอบเอามาขู่เวลาที่ฉันงอลน้องสาวแล้วไม่ยอมสอนการบ้านอีกด้วย แล้วฉันก็ต้องสอนทุกที เห้อ สำหรับฉันแล้ว การที่ไม่ได้นอนกับน้องสาว 1 วัน เหมือนจากกันไป 1 สัปดาห์ ฉันว่าคงเป็นด้วยความที่ฉันเป็นคนไม่ค่อยพูดด้วยแหละ ฉันจะคุยเฉพาะคนที่สนิทเท่านั้น ซึ่งถ้าน้องฉันไม่อยุ่ ก็เหมือนฉันอยุ่ตัวคนเดียว เพราะฉันจะไม่ค่อยคุยกะคัยอยู่แล้ว แม้กระทั่งคุณพ่อคุณแม่ ฉันยังไม่ค่อยได้คุยด้วยเลย คุณพ่อของฉันเป็นหมอ งานก็รัดตัวอยู่แล้ว เพราะต้องเข้าเวรด้วย ซ้ำตอนนี้ยังมีงานเป็นครูสอนนักศึกษาแพทย์ที่ศูนย์แพทย์ของ รพ. อีก วันๆฉันเลยแทบจะไม่ได้เจอหน้ากัลเรย ส่วนคุณแม่ ก็จะชอบเอาน้องนอน แล้วถือโอกาสนอนกับน้องอยู่เสมอ ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นฉันเองมากกว่า เพราะฉันเป็นคนไม่ชอบอยู่ว่างๆ ฉันคิดว่ามันเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น พอฉันว่างปุ๊บ ฉันจะรีบเอาการบ้านมาทำให้เสร็จๆไป เพื่อที่จะได้มีเวลามาอ่านหนังสือ ดังนั้น เวลาแม่ฉันมาดู ก็จะไม่กล้าเข้ามากวนเวลาฉันอ่าน แม่ฉันจะไปหาน้องสาวฉันเป็นส่วนใหญ่ เพราะน้องสาวฉันขี้เกียจอ่านหนังสือ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่หน้าทีวี แม่ฉันจึงมีโอกาสได้คุยกะน้องสาวฉันบ่อยมาก แต่ถ้าย้อนไปตอนฉันเด็กๆ ฉันไม่ได้ยุ่งเหมือนอย่างปัจจุบันนี้หรอก พ่อแม่ฉันจะพาฉันไปเที่ยวบ่อยมาก เพราะพ่อฉันจะมีโอกาสไปประชุมอยู่บ่อยๆที่ต่างประเทศ ส่วนภายในประเทศ ส่วนใหญ่จะไปที่พัทยา ที่ โรงแรมRoyal Clift Beach Resort เรียกได้ว่า ฉันเป็นลูกค้าประจำของโรงแรมนี้เรย ฉันจำได้หมดแหละว่าที่โรงแรมนั้นมีอะไรบ้าง แต่ตั้งแต่ฉันขึ้น ม1 มา จนถึงตอนนี้ ม4 ฉันไม่ได้ไปเรยมา4ปีแร้ว แต่ก่อนนี้ฉันได้ไปเที่ยวบ่อยมากๆ ชีวิตฉันตอนเด็กๆก็ไม่ต่างอะไรไปจากนักท่องเที่ยว แต่พอโตขึ้น การเรียนการแข่งขันก็สูงขึ้น ฉันจะไปเที่ยวเหมือนแต่ก่อนคงเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้ฉันโตขึ้น ฉันเริ่มคิดไรเองเป็นแร้ว และฉันก็เลือกที่จะเรียน ถึงแม้คุณแม่จะไม่ค่อยเห็นด้วยอยู่บ้าง ด้วยความที่คุณแม่ต้องการให้ฉันเก่งทุกอย่าง ท่านอยากให้ฉันช่วยงานบ้านด้วย แต่ฉันงานยุ่งมาก ฉันวางแผนว่าจะต้องอ่านหนังสือให้ทัน จึงมีเวลาช่วยงานบ้านในบางส่วนน้อยลง จึงมีปัญหากับคุณแม่อยู่บ้าง แต่ด้วยที่คุณพ่อสนับสนุนฉัน คุณแม่จึงไม่ค่อยได้ว่าอะไรมาก ที่ฉันตั้งใจเรียน ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก สาเหตุหลักก็มีอยู่ 2 อย่าง คือ อย่างแรกคือพ่อฉันเป็นหมอ ด้วยความที่ฉันเป็นคนชอบแข่งขัน และก็รักศักดิ์ศรีมากด้วย ฉันจึงกลัวว่าถ้าฉันไม่ได้เป็นอย่างพ่อ แล้วจะมีคนติฉินนินทาเอาได้ ข้อที่2 คือ ฉันต้องการที่จะมีเงินรายได้สูงๆ เพื่อที่จะนำเงินมาดูแลพ่อแม่ ให้สมกับที่ท่านเลี้ยงฉันมา ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ตอนฉันเด็กๆ พ่อแม่ฉันบำรุงฉันกับน้องมากๆๆๆ ถึงมากที่สุดเรย ท่านซื้ออาหารบดให้ฉันกับน้องกินทุกมื้อ ทั้งยังซื้อแบรนด์ให้ฉันกินทุกวัน ตอนนั้นฉันกับน้องสาวกินแบรนด์กันเก่งมากๆ เหมือนไม่รุสึกอะไรกับรสชาติมันเรย พอลองมองมาดูตอนนี้ ซึ่งฉันเลิกกินไปนาน6ปีได้แล้ว ตั้งแต่น้องชายคนเล็กคลอด เพราะพ่อแม่ต้องลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออก ฉันกับน้องสาวยังงงอยู่เลยว่าเราทั้งสองคนกินแบรนด์กันเข้าไปได้ยังงัย???

Comment

Comment:

Tweet