การสื่อสาร : computer

posted on 15 Sep 2010 22:53 by cakey-in-love

ICT

posted on 15 Sep 2010 22:26 by cakey-in-love

          ICT หมายถึงเทคโนโลยี หรือกระบวนการต่างๆ ที่ร่วมกันสร้างสารสนเทศ (การรวบรวมข้อมูลที่ต้องการมาจัดเก็บ นำข้อมูลมาประมวลผล หรือวิเคราะห์ให้เป็น สารสนเทศ เรียกข้อมูลและสารสนเทศจากแหล่งอื่นๆ และส่งสารสนเทศ ในลักษณะที่ผู้ใช้ต้องการ ไปให้ผู้ใช้เมื่อต้องการอย่างรวดเร็ว) สนองความต้องการของผู้ใช้ โดยมุ่งให้ผู้ใช้ได้สารสนเทศที่มีคุณภาพดี (คือมีความถูกต้อง เชื่อถือได้ ครบถ้วน สมบูรณ์ ทันสมัย และตรงกับความต้องการ อย่างสะดวก รวดเร็ว ในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสม)

       I ย่อมาจากคำว่า Information แปลว่าสารสนเทศ หมายถึงข้อมูลที่ผ่านการประมวลผล การประมวลผลเป็นการบวก ลบ คูณ หาร การจัดกลุ่ม การจัดจำพวก ฯลฯ สารสนเทศ เป็นข้อมูลที่ง่ายต่อการแปลความหมายทำความเข้าใจได้ง่าย ทำให้มีความเข้าใจตรงกัน
      C ย่อมาจากคำว่า Communication แปลว่าการสื่อสาร ซึ่งในปัจจุบันระบบสื่อสารการโทรคมนาคมได้เชื่อมโยงประเทศต่างๆในโลกเข้าด้วยกันทำให้เกิดสังคมยุคไร้พรมแดน มนุษย์ซึ่งอยู่กันคนละซีกโลกสามารถติดต่อถึงกันโดยใช้เทคโนโลยีหลายรูปแบบ เช่น อินเตอร์เน็ตก็เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่สามารถส่งผ่านข้อมูลได้เกือบทุกรูปแบบ
      T ย่อมาจาก Technology แปลว่าการประยุกต์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์

            การนำICT มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนนั้นมีมานานแล้ว แต่ยังใช้ในรูปแบบเดิม ถ้ามีการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาใช้ร่วมด้วยก็จะทำให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น

- ทำให้นักเรียนสามารถค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

- เป็นเครื่องมือสำหรับการสอนเริ่มต้นสำหรับการสอนเนื้อหาที่จะบรรยายที่ยังไม่ลึกซึ้งหรือเน้นไปทางใดทางหนึ่ง

- ใช้ ICT เพื่อประเมินผลของนักเรียนและการทำงาน หรือจะใช้เป็นเครื่องมือวัดผลตอบสนองก็ได้

- เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากการใช้กระดานดำ หรือใช้สรุปการเรียนการสอน

 

       สำหรับดิฉัน ถ้าพูดถึงตอนเด็กๆ ฉันจัดเป็นคนที่เรียนอยู่ในระดับปานกลางของกลุ่มคนเรียนเก่งเรยก็ว่าได้ ประมาณตอนประถมได้ ตอนนั้นฉันจะโดดเด่นเฉพาะวิชาที่ตนเองชอบเท่านั้น คือ คณิต กับ อังกฤษ ฉันพูดตรงๆเรยว่าฉันเรียนวิชาอื่นไม่รู้เรื่อง และก็เป็นอย่างนี้เหมือนกันเรยทั้งฉันกับน้องสาวฝาแฝดของฉัน ด้วยความที่พ่อของฉันชอบบอกว่าพ่อไม่สนวิชาอื่นหรอก เอาแค่วิชาหลักๆ คือ คณิต วิทย์ อังกฤษ ได้เกรด 4 หมด พ่อก็พอใจแล้ว วิชาอื่นไม่ต้องไปสน และฉันก็ไม่สนจิงๆ คือตอนนั้นฉันยังคิดอะไรเองไม่เป็นจิงๆ ฉันว่าคงเป็นเพราะฉันเข้าเรียนเร็วไปด้วยมั้ง? อยู่ในห้องเรียน เพื่อนๆทุกคนจะเป็นพี่ฉันหมด ฉันเป็นคนไม่ทักคนด้วย เพราะพ่อแม่ฉันไม่เคยปล่อยให้ฉันไปไหนกับเพื่อนเรย ทั้งเวลาทำงาน ก็ทำที่บ้านฉันเองตลอด พ่อแม่ห่วงลูกมาก ไม่ยอมให้ไปทำงานบ้านเพื่อนเรย และนี่ก็เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของฉัน เมื่อฉันได้ขึ้นมัธยม ฉันได้เข้าสู่โลกภายนอกมากขึ้น ฉันได้รู้ในหลายๆอย่างมากที่ฉันไม่เคยได้รู้มาก่อน ฉันได้มีโอกาสพบปะเพื่อนหลากหลายประเภท ฉันได้มีโอกาสเดินทางไปยังที่ต่างๆ โดยปราศจากรถยนต์ ซึ่งฉันไม่เคยทำมาก่อน และที่สำคัญที่สุด คือ ฉันได้รู้ว่าทุกวิชาสำคัญหมด ส่วนวิชาหลักที่ว่าคือ ฉันต้องเก่งแบบเด่นๆ และเก่งกว่าวิชาอื่นๆด้วย ทำให้ฉันแอคทีฟตัวเอง ฉันขยันอ่านหนังสือมากขึ้น ฉันเริ่มหัดวางแผนให้กับตัวเอง ซึ่งก็ทำให้ฉันทำเกรดได้สูงขึ้นผิดจากสมัยประถมอย่างมาก จากที่ฉันสอบได้อันดับที่กลางๆ ตอนประถมปลาย พอขึ้นม 1 ตั้งแต่ปีแรกเรย ฉันทำเกรดขึ้นมาเป็นที่1 และก็ได้ที่ 1 มาตลอดจนถึงม 3 เป็นอะไรที่น่าทึ่งมากสำหรับตัวฉันเอง แต่ถึงอย่างไร ฉันก็ยังคงเก่งคณิตกับอังกฤษเหมือนเดิม เนื้อหาม.ต้นมีวิชาฟิสิกส์ด้วย ด้วยความที่ฉันถนัดคณิตอยุ่แล้ว ประกอบกับได้ครูดี คือ พ่อของฉันนั่นเอง ทำให้ฉันสามารถทำคะแนนในรายวิชานี้ได้เปนอย่างดี อันที่จริง ฉันต้องขอบคุณเพื่อนๆของฉันด้วย เพื่อนๆจะชอบมาให้ฉันสอนการบ้านอยู่เสมอ ฉันจึงมีโอกาสได้คิด ดัดแปลง คิดหาวิธีลัดได้เอง เพื่อนำมาสอนเพื่อนโดยเฉพาะ ทั้งยังเป็นการทำให้ฉันแอคทีฟตัวเองได้ด้วยว่าฉันจะต้องรู้ทุกอย่าง ฉันจะต้องทำให้ได้ทุกข้อ เพื่อที่ว่าฉันจะได้สอนเพื่อนได้ ประกอบกับพ่อของฉันจะซื้อหนังสือคู่มือรวมแบบทอดสอบมาให้คนละเล่มกับน้องสาว ซึ่งฉันก็จะชอบหยิบมานั่งทำเล่นอยู่เสมอ ทำให้ฉันสามารถทำโจทย์ได้หลายรูปแบบ แต่ด้วยนิสัยเสียที่เป็นคนขี้เกียจอ่านหนังสือ คือ ส่วนใหญ่หนังสือที่ฉันอ่านจะเป็นพวกข้อสอบคณิตกับฟิสิกส์ ทำให้ฉันไม่เก่งพวกวิชาชีวะ ภาษาไทย สังคม ซึ่งล้วนแต่มีผลต่อการสอบเข้าทั้งสิ้น แล้วฉันก็ได้ผิดหวังเป็นครั้งที่2 พอขึ้นม.ปลาย ฉันได้ย้าย รร ซึ่งพอย้ายมาแล้ว ฉันได้เจอเพื่อนเก่าสมัยประถมมากมาย เพื่อนหลายคนมากที่ทักฉันว่าทำไมเก่งขึ้น? เมื่อก่อนไม่เหนเก่งอย่างนี้เรย? ฉันอยากจะบอกว่า ฉันขยันขึ้นต่างหาก แต่มันก็ยังไม่พออยู่ดี ตอนนี้ฉันอยู่ม 4 แล้ว ฉันจะต้องวางแผนการเรียนให้ดีกว่าเดิม ตอนนี้ฉันเริ่มหยิบหนังสือชีวะมาอ่านมากขึ้น และพยายามทำความเข้าใจให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ท่องจำให้ได้น้อยที่สุด เพราะฉันเป็นคนที่มีจุดอ่อนในด้านความจำ ฉันเป็นคนความจำไม่ค่อยดี ดังนั้น ฉันจึงใช้วิธีการทำความเข้าใจเป็นส่วนใหญ่ โดยฉันจะมองแล้วนึกเป็นภาพ แล้วพยายามหาเหตุผลมาอธิบายเป็นขั้นตอนๆ ซึ่งวิธีนี้ ช่วยในวิชาชีวะ และวิชาท่องจำอื่นๆได้เป็นอย่างดี ส่วนวิชาคณิตกับฟิสิกส์ ถ้าจะบอกว่าคนเก่งฟิสิกส์ ต้องท่องจำสูตรเก่ง ขอบอกว่าไม่จริง ฉันจำแค่ไม่กี่สูตรเท่านั้นแหละ ฉันจะจำสูตรแค่เพียง 1-2 สูตร ต่อ 1 บท แล้วถามว่าลืมมั้ย ฉันก็ไม่ลืมด้วย เพราะฉันมีตัวช่วย โดยฉันจะทำข้อสอนบ่อยๆ จึงช่วยให้ฉันสามารถจำสูตรได้ดีขึ้น แล้วถ้าถามว่าทำไมฉันถึงสามารถบอกสูตรได้หลายสูตร ฉันบอกแล้วงัยว่าฉันจำแค่ไม่กี่สูตรเท่านั้นแหละ ฉันจำสูตรหลักๆ แล้วนำสูตรมาประกอบกันในหัว แล้วนำมาใช้ทำข้อสอบได้ อันนี้ก็เปนการทำความเข้าใจอย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะฉันจะรู้ที่มาของสูตร จึงนำมาใช้ประยุกต์ในข้อสอบได้ แต่อย่างไรก็ดี ตอนนี้ฉันก็ยังอยู่ในขั้นวิกฤตอยู่ เนื่องจากว่าฉันเหลือเวลาอีกแค่ 2 ปีเท่านั้น ฉันจะต้องวางแผนการอ่านหนังสือและไล่ลำดับความสำคัญให้ดีกว่านี้ เพราะคนที่จะชนะ ไม่ใช่คนที่เก่ง แต่เป็นคนที่วางแผนเก่ง